วิธีสั่งพริ้นท์เอกสารเสร็จ แล้วไม่ต้องมานั่งเรียงหน้ากระดาษ

สำหรับช่วง Work From Home ของใครหลาย ๆ คนในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ถึงแม้งานเอกสารเราจะส่งกันเป็นไฟล์แล้วก็ตาม แต่การพิมพ์หรือที่เราเรียกติดปาดทับศัพท์กันว่าพริ้นท์ (Print) ก็ยังมีความจำเป็นสำหรับในบางงงาน 



และส่วนมากเครื่องพิมพ์รุ่นใหม่ ๆ ก็จะมีฟังก์ชั่นการพิมพ์ที่สามารถตั้งค่าการเรียงหน้ากระดาษจากหน้าไปหลัง หลังไปหน้า หน้าคู่ หน้าคี่และอื่น ๆ

แต่ต้องยอมรับว่า บางท่านก็ไม่ค่อยชำนาญในการใช้เครื่องพิมพ์ หรือการตั้งค่าอื่น ๆ หรือบางทีก็ไปยืมเครื่องเพื่อนบ้านพิมพ์ในขณะทำงานที่บ้าน 55 แล้วไม่อยากไปตั้งค่าอื่น ๆ ของเครื่องเขา

วันนี้มีเทคนิคง่าย ๆ ที่หลายคนก้รู้แล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่รู้ เดี๋ยวจะร้อง อ๋ออออ เพราะบางครั้งมีเอกสารเป็น10 20 หรือ ร้อย ๆ หน้า ถ้าพิมพ์เครื่องธรรมดา ทำให้ต้องเสียเวลามานั่งเรียงเอกสารใหม่  มาดูกัน

1. เปิดไฟล์เอกสารที่ต้องการสั่งพรินท์

2. ดูว่าเอกสารนั้น ๆ มีจำนวนหน้าทั้งหมดเท่าไหร่









3.สำหรับโปรแกรม Microsoft Word เลือกเมนู File > Print ( หรือกดปุ่ม Ctrl+P)



 

(หรือพวกไฟล์ pdf  ก็เปิดไฟล์ลักษณะคล้าย ๆ กันคือ เลือกเมนู File > Print ( หรือกดปุ่ม Ctrl+P) )




4.ที่ช่อง Pages ใส่เลขหน้าที่จะพิมพ์ โดยใส่เลขหน้าสุดท้าย ขีด หน้าแรก ตัวอย่างนี้ หน้าสุดท้ายคือ 170 – 1 เป็นหน้าแรก




6.จากนั้นก็สั่งพรินท์กระดาษจนเสร็จ

>> เมื่อพิมพ์เสร็จ เราก็จะได้กระดาษหน้าแรกอยู่บนสุด ส่วนหน้าสุดท้ายก็อยู่ล่างสุด (จากเดิมถ้าพรินท์เครื่องธรรมดา หรือไม่ได้ตั้งค่า เราก็ต้องมานั่งลำดับกระดาษใหม่)

จะเห็นว่าบางเรื่องก็เป็นเรื่องง่าย ๆ แต่บางที่ด้วยความเคยชินเราก็ทำแบบเดิมทำให้เสียเวลาไป ลองดุครับแล้วจะเห็นว่าสะดวกขึ้นเยอะ

หมายเหตุ สำหรับเครื่องพิมพ์ที่มีการตั้งค่าหรือสามารถพิมพ์จากหลังมาหน้าอยู่แล้ว วิธีนี้ก็ไม่จำเป็นเป็นนะครับ เดี๋ยวไปตั้งแล้วจะทำให้เสียเวลามากกว่าเดิม 55

ตรวจสอบเลข อย. ปลอดภัยจากผลิตภัณฑ์ปลอม

จากการระบาดโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 (COVID-19; โควิด-19) ในช่วงนี้จะเห็นว่าเราต้องหาเจลล้างมือ แอลกฮอล์ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ มาไว้ใช้เพื่อป้องกันตัว



ซึ่งจะเห็นว่าตาม Facebook ก็จะมีโฆษณามาหน้าฟีดเราถี่ ๆ หรือตามเว็บ shopping ต่าง ๆ ราคาก็แตกต่างกันไป บางรายก็บอกเลขทะเบียน บางรายก็ไม่บอก บางรายบอกแต่ก็ไม่ตรงกับฉลาก เอ๊ะ ยังไงกันแน่

วันนี้จึงมาบอกวิธีตรวจสอบเบื้องต้นว่าผลิตภัณฑ์ ยาหรืออาหาร นั้น ๆ มีการจดทะเบียน หรือได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่

1. เข้าไปที่เว็บไซต์ ตรวจสอบการอนุญาต สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข  ที่ https://porta.fda.moph.go.th/FDA_SEARCH_ALL/MAIN/SEARCH_CENTER_MAIN.aspx

จะมีข้อความต้อนรับเพื่อให้เราแจ้งได้ด้วย

---------------------------------------------------------------------
หากพบความไม่ถูกต้องของข้อมูลผลิตภัณฑ์อาหาร กรุณาติดต่อสำนักอาหารที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-5907297 หรือ E-mail : food@fda.moph.go.th

หากพบความไม่ถูกต้องของข้อมูลผลิตภัณฑ์ยาและสถานที่ยา กรุณาแจ้งสำนักยาที่ e-mail:Drug-SmartHelp@fda.moph.go.th

หากพบความไม่ถูกต้องของข้อมูลผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย กรุณาแจ้งกลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย e-mail:toxic@fda.moph.go.th
---------------------------------------------------------------------

2. จากนั้นเราก็ดูหมายเลขจากข้างกล่อง หรือภาชนะที่ใส่ผลิตภัณฑ์ที่เราต้องการตรวจสอบ

https://1.bp.blogspot.com/-vJdiXTgB5Zk/Xor5SpxTZBI/AAAAAAAA6Vw/lE7aSwnSf6ENW4qmzsF-sGXNyovEg_YvACLcBGAsYHQ/s1600/2020-04-06%2B16.03.56.jpg
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตถูกต้อง

3. กรอกหมายเลขจะใส่ - หรือไม่ใส่ก็ได้ และค้นหาตามชื่อผลิตภัณฑ์ ทะเบียนยา เลขที่ใบรับแจ้ง จากนั้นกดค้นหา


หากพบก็จะมีรายละเอียดดังภาพ และที่สำคัญคือ สถานะต้อง "คงอยู่" 





4. สามารถกดดูรายละเอียดทั้งหมดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ




เพียงแค่นี้เราก็มั่นใจได้เบื้องต้นว่าผลิตภัณฑ์นั้นปลอดภัยสำหรับเราที่จะซื้อมาใช้หรือไม่ แต่หากไม่แน่ใจควรปรึกษาเภสัชกร/พนักงานขายก่อนใช้  

และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือวันเดือน ปีที่ผลิตและหมดอายุ (สำหรับวิธีการเช็คในเรื่องนี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.whoknown.com/2015/03/mfgmfdexp-exd-bb-bbe.html)

เช็คเลขพัสดุไปรษณีย์ (Track Thailandpost) ผ่าน LINE ได้แล้ว

      เช็คเลขพัสดุไปรษณีย์ (Track Thailandpost) ผ่าน LINE ได้แล้ว 
 
ปกติแล้วถ้าหากเราจะตรวจสอบสถานะพัสดุพัสดุไปรษณีย์ไทยนั้น วิธีเดิม ๆ เลยก็คือ

1. เช็คสถานะผ่านเว็บ https://track.thailandpost.co.th



2. ผ่านทาง Apllication Track&Trace Thailand Post 






แต่ตอนนี้ทางไปรษณีย์ไทย มีช่องทางใหม่ในการเช็คหมายเลขพัสดุไปรษณีย์ได้ง่ายขึ้น สำหรับพ่อค้า แม่ค้า หรือสำหรับผู้ซื้อ โดยแค่พิมพ์หมายเลข Tacking ลงใน LINE ก็จะรู้ว่าสถานะพัสดุเราถึงไหนแล้ว

วิธีการใช้งาน 
 
1.  เข้าไปที่แอป LINE ของเรา > กดเข้าไปที่หน้าหลัก > เลือกที่ไอคอนบัญชีทางการ > กดที่บัญชีทางการ


2. พิมพ์ในช่องค้นหาว่า Thailand Post

แล้วทำการเพิ่มเป็นเพื่อน


3. จากนั้นก็ทำการใส่หมายเลขพัสดุที่ค้องการตรวจสอบ โดยกดที่ไอคอนในเมนูด้านล่างตรงคำว่า “ติดตามพัสดุ”  เมื่อพิมพ์หมายเลข Tracking แล้วรอไสักครู่ ระบบก็จะรายงานให้ทราบว่าตอนนี้ถึงไหนแล้ว


แต่เท่าที่ทดลองใช้ ยังมี error นิด ๆ เช่นส่งสถานะเดิมมาซ้ำ ๆ กันหลายรอบ







และของ Thailand Post ยังมีฟังก์ชั่นอื่น ๆ เช่น หาตำแหน่งที่ตั้งไปรษณีย์ที่ใกล้ บริการ LINE MAN เพื่อเรียกมารับพัสดุ และอื่น ๆ ซึ่งบางเมนูอยู่ในระหว่าพัฒนา เช่นเมนูสร้างใบจ่าหน้า



จากเท่าที่ทดลองก็คิดว่าสะดวกในระดับหนึ่งที่เราไม่ต้องลง Application เพิ่มเติมในเครื่อง หรือต้องคอยเปิดเว็บเพื่อตรวจสอบ เพราะปกติพอค้า แม่ค้าส่วนใหญ่ก็ใช้ LINE แชทกับลูกค้าอยู่แล้ว บริการนี้ก็คงจะถูกใจไม่มากก็น้อย ลองใช้กันดูนะครับ

ลองใช้บริการ COD (เก็บเงินปลายทาง) ของไปรษณีย์ไทย


ตั้งแต่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นแม่ค้าขายเสื้อผ้า ชุดชั้นในที่บ้าน เปิดหน้าร้านขายด้วยก็จริง แต่ต้องยอมรับว่าร้านไม่ได้อยู่ในเขตชุมชน หรือเป็นสถานที่คนพลุกพล่านมาก

ดังนั้นยอดขายหน้าร้านอย่างเดียวคงไม่พอ การขายของออนไลน์ก็ต้องเข้ามาเสริม ซึ่งช่วงแรก ๆ ขายได้ค่อนข้างดีมาก แต่มาพักหลัง ด้วยภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยรอบด้านหลาย ๆ อย่างทำให้ยอดขายตกลงมาค่อนข้างเยอะ

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เปิดร้านมา ลูกค้ามักถามว่ามีบริการเก็บเงินปลายทางหรือไม่ พอเราบอกยังไม่มีบริการลูกค้าก็จะไม่ซื้อเลย ข้อนี้เราก็พอเข้าใจลูกค้านะ เพราะสมัยนี้แม่ค้าออนไลน์โกงก็เยอะ มีข่าวแต่ละทีร้านเงียบกันเลย ซึ่งเรายอมรับว่าไม่เคยคิดอยากจะทำบริการเก็บเงินปลายทาง

สาเหตุ (ส่วนตัว)

1. ความเสี่ยง จากกรณีที่ลูกค้าจะไม่ยอมรับสินค้า เมื่อถึงปลายทาง โดยที่เราจ่ายค่าจัดส่งไปแล้ว ไม่สามารถเรียกส่วนนี้กลับคืนได้

2. ความล่าช้าของระบบการโอนเงินคืนให้ร้าน เพราะว่าเงินต้องอยู่ในระบบออนไลน์อย่างน้อย 5-7 วัน (นั่นหมายถึงเงินหมุนเวียนของร้าน)

3. เป็นการเพิ่มภาระค่าจัดส่งสำหรับลูกค้า เพราะการเก็บเงินปลายทาง คงไม่มีร้านไหนที่จะเอามาเป็นภาระของตัวเองในเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

แต่เมื่อยอดขายลดลง เราก็ต้องเลือกที่จะเพิ่มช่องทางในการขาย

วันนี้ตัดสินใจทดลองเปิดใจขายสินค้า "แบบเก็บเงินปลายทาง" เริ่มที่การใช้บริการของไปรษณีย์ก่อน (ช่วงนี้ก็จะเลือกลูกค้านิดหน่อยเอาที่ดูแล้วไว้ใจได้นะคะ ยังกลัว ๆ อยู่)



ถามว่าทำไมไม่ใช่ของเอกชน เช่น Kerry , SCG , J&T ง่าย ๆ เลยค่ะ เพราะเดิมค่าจัดส่งของเอกชนก็แพงกว่าของไปรษณีย์อยู่แล้ว และหากเพิ่มค่าใช้จ่ายเก็บเงินปลายทางอีก จะยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้ลูกค้า ** แต่ก็มีบริการไว้รองรับนะ กรณีเจอลูกค้าที่กระเป๋าหนัก ยินดีจ่าย **

ขั้นตอนการสมัครก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย ง่ายมาก แค่เราโหลดแอฟ Wallet@Post

ทำตามขั้นตอนที่ระบุให้ครบถ้วนสมบูรณ์เท่านั้นเอง

การส่งสินค้าแบบ COD (ต้องเป็นการจัดส่งแบบ EMS เท่านั้นนะคะ)

1. คำนวณยอดเงินให้ดีนะคะ เช่น สินค้าเราราคา 300 บาท ปกติ เราคิดค่าจัดส่งแบบ EMS 50 ยอดรวม 350 แต่ถ้าใช้บริการ COD ต้องบวกเพิ่มอย่างน้อย 11 บาท เราถึงจะได้เงินเข้ากระเป๋า 350 ถ้าใจดีหน่อยก็บวกเพิ่ม 10 บาท ลองมาคำนวณดูนะคะ ก่อนแจ้งยอดเงินกับลูกค้า (กรณีนี้แจ้งยอดกับลูกค้าปลายทางไว้ที่ 360 บาท)

สินค้ารวมราคาทั้งสิ้น 300 บาท

ค่าจัดส่งเก็บเงินปลายทาง 60 บาท

รวมทั้งสิ้น 360 บาท

หักค่าธรรมเนียม COD 3% 10.8 บาท (360*0.03)

เงินที่จะถูกโอนเข้า Wallet 349.2 บาท

เห็นไหมค่ะ นี่แค่ยอดเดิม 350 ขนาดเราคิดเพิ่มจากลูกค้าแล้ว 10 ยอดจริงของเรายังหายไปจากเดิม 0.80 บาท

2. นำสินค้าไปส่งที่ไปรษณีย์ แจ้งเจ้าหน้าที่ว่า ส่งแบบเก็บเงินปลายทาง เจ้าหน้าที่จะให้สติ๊กเกอร์ COD ให้เรามาเพื่อเขียนเบอร์โทรที่ใช้สมัคร Wallet และกรอกยอดเงินที่ต้องการเรียกเก็บปลายทาง





3. เราต้องจ่ายค่าจัดส่งตามจำนวนปกตินะคะ



4. หลังจากนั้นก็รอเจ้าหน้าที่จัดส่ง ไม่เกิน 1-3 วันค่ะ เพราะเป็นการจัดส่งแบบ EMS จะรวดเร็วอยู่แล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่จัดส่งและได้รับเงินแล้ว จะมีข้อความมาที่เบอร์ของเราว่าได้ทำการจัดส่งสินค้าเรียบร้อยแล้ว


จากเคสตัวอย่างจะเป็นว่าเราส่งสินค้าเย็นวันที่ 15.01.63 ซึ่งต้องนับวันส่งเป็น 16.01.63 (วันพฤหัสบดี) และลูกค้าได้รับสินค้าช่วงบ่ายวันที่ 17.01.63 (วันศุกร์) แต่มีข้อความแจ้งว่าลูกค้าชำระเงินแล้ว วันที่ 18.01.63 (วันเสาร์)

** ต้องทำใจตรงนี้นะคะ ไปรษณีย์ไม่นับวันหยุด **

5. จากนั้นเราต้องรอให้ยอดเงินหลังหักค่าธรรมเนียมเข้ามาในบัญชี Wallet ของเรา ยอดเงินเข้ามาวันจันทร์ที่ 20.01.63


เงินเข้ามาแล้วสามารถถอนเงินออกได้เลยค่ะ ขั้นตอนนี้จะมีค่าธรรมเนียมธนาคารอีกนะคะ ยกเว้นของธนาคารไทยพาณิชย์จะฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม





ถอนเงินไปบัญชีไหนก็ได้ ของเราเลือกถอนเงินเข้าบัญชีไทยพาณิชย์ของแฟน (เพราะของเราไม่มีบัญชีของไทยพาณิชย์นั่นเอง)

ขั้นตอนนี้ต้องรออีก 1-2 วันทำการนะคะ เงินถึงจะเข้าบัญชีธนาคาร




เห็นไหมค่ะว่ากว่าจะได้เงินจากกรณีขายสินค้าแบบเก็บเงินปลายทางกว่าจะได้เงินจริง ๆ ก็ 5-7 วัน นี่ยังไม่รวมกรณีความเสี่ยงที่ลูกค้าจะปฏิเสธรับสินค้าอีกนะคะ ของจะถูกตีกลับให้เรา แต่ค่าส่งที่เราจ่ายไปก่อนหน้านี้คือไม่สามารถเรียกเก็บกับใครได้เลย

เป็นกำลังใจให้กับแม่ค้าออนไลน์ทุกคนนะคะ ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ มีวิธีไหนที่จะเพิ่มยอดขายได้ เราก็คงต้องลองเสี่ยงดู

บทความโดย ผู้หญิงพันธุ์มินิ

สมุดเงินออมปี 2563 (Saving Memo 2020 Excel File)

จะเริ่มปีใหม่ในอีกไม่กี่วัน สิ่งที่หลายคนจะทำก็คือการวางแผนการใช้เงิน ทั้งเงินโบนัส และเงินเดือน วันนี้ก็เลยมี สมุดบัญชี รายรับ - รายจ่าย ส่วนบุคคล ปี 2563 หรือ สมุดเงินออมปี 2563 


แต่ปีนี้วันที่ 30 ธันวาคม ทางธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่ได้ทำออกมาให้ดาวน์โหลดออกมาแจกเหมือนทุกปี  แต่ผมดูในไฟล์แล้วเขาทำหมายเหตุไว้แล้วว่า 
สามารถโหลดโปรแกรม Saving ครั้งเดียว แล้วนำไปใช้ได้ทุกปี

โดยแก้ไขปี พ.ศ. ในชีท "มาออมกันนะ" 

ผมจึงขออนุญาตทำการแก้ไข และทำไว้ให้ดาวน์โหลดไว้ สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่  โดยเป็น excel ไฟล์ครับ ใช้งานง่าย

ลืมรหัส Wi-Fi ทำไงดี ( Find your Wi-Fi password when you forgot it)

บางครั้งรหัสผ่านที่ใช้งานผ่าน Laptop หรือ Desktop ที่เข้าใช้งาน Wi-Fi ใช้ไปนาน ๆ บางคนก็ลืม ยิ่งพอเราเริ่มมีอายุเยอะ ๆ อย่างเพื่อน พี่น้องมาเที่ยวบ้าน พอคนอื่นถามว่ารหัส Wi-Fi อะไร ดันนึกไม่ออก เพราะทั้งมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานดันจำรหัสไว้ให้แล้ว แต่จริง ๆ เรามีวิธีดูว่ารหัสที่เคยตั้งไว้คืออะไร ได้หลายวิธีดังนี้


1. เข้าไปดูในตัว Router , Access Point หรือ  ONT ที่เราใช้งาน แต่ในที่นี้ก็ เราก็ต้องสามารถเข้าในการตั้งค่า Router , Access Point หรือ  ONT ตัวนั้น ๆ ได้หากเข้าไม่ได้ก็หมดสิทธิ์ อีกอย่าง Router , Access Point หรือ  ONT บางตัวก็ไม่สามารถดู Password ที่ตั้งไว้ได้ต้องทำการตั้งใหม่อย่างเดียว





2. การดูจาก Labtop หรือ Desktop ที่เราเคยต่อใช้งาน Wi-Fi และได้ทำการจำรหัสไว้  โดยวิธีการ ดังนี้

2.1 ทำการเชื่อมต่อ Wi-Fi ตัวที่ต้องการดู (แต่ต้องเป็นตัวที่จำรหัสไว้และยังสามารถเข้าใช้งานได้)

จากนั้น ทำการคลิกขวาที่ Wi-Fi ที่อยู่ตรงแถบ taskbar ตรงมุมล่างขวา



2.2 จากนั้นจะปรากฏหน้า Network and Sharing Center ( แต่หากใครไม่เข้าด้วยวิธีนี้ ก็ไปที่ Control Panel\All Control Panel Items\Network and Sharing Center ได้เหมือนกัน) จากนั้น คลิกที่ชื่อ Wi-Fi ที่เราเชื่อมต่ออยู่



2.3 จะปรากฏหน้า Wi-Fi Status > คลิกที่ "Wireless Properties แล้วจะปรากฏหน้าต่างขึ้นมา เลือกที่แทป Security  ตรงด้านล่างให้เราติ้กถูกที่ช่อง Show characters เราก็จะเห็นรหัส Wi-Fi ที่ตั้งไว้และเครื่องคอมพิวเตอร์เราจำไว้ให้ครับ 



วิธีการลบบัญชี Runtastic (Delete Runtastic Account)

Runtastic เป็นแอป Tracking สำหรับออกกำลังกายที่ดีแอปหนึ่ง แต่ว่าบางครั้งเราไปพบแอปอื่นที่ดีกว่า หรืออาจจะซื้อนาฬิกาออกกำลังกายมาแล้ว เช่น Garmin, Suunto อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน แล้วอยากจะลบบัญชีออก วันนี้เลยมาแนะวิธีให้กัน


1. ให้เราทำการ log in เข้าหน้าบัญชีของเราที่ Runtastic.com (เนื่องจากเราไม่สามารถลบผ่านแอปที่ลงในมือถือได้ )

2. เข้าไปที่ Setting จากนั้นดูที่เมนูด้านซ้ายมือเมนู Export > จะมีเมนู Delete my Account ก็ทำการกด


จากนั้นจะขึ้นหน้าต่างถามเพื่อความแน่ใจว่าเราต้องการลบจริงไหม ก็กด ตกลง


 3. เข้าไปที่ email ที่เราใช้สมัคร runtastic เพื่อยืนยันอีกครั้ง จากนั้นก็กด YES,DELETE MY DATA
 (หากไม่เจอใน inbox ต้องลองเข้าดูที่ email ขยะดูครับ)



รอสักพักบัญชีเราก็จะโดนลบออกครับ



ไม่ทิ้งสลิปเอทีเอ็ม ! กันเถอะ

จั่วหัวขึ้นมาแบบนี้ หลาย ๆ คนคงจะจำกันได้ว่าช่วงหนึ่งมีข่าวครึกโครมเรื่องที่คนร้ายสามารถที่จะแกะรอยจากสลิปเอทีเอ็มที่โดนทิ้งอยู่หน้าตู้เอทีเอ็มของธนาคารต่าง ๆ


เพราะในสลิปเอทีเอ็มแต่ละใบจะมีข้อมูลสำคัญ ๆ เช่น

1 . โลโก้และชื่อธนาคารเจ้าของตู้
2 . วันที่ (DATE) เวลา (TIME) ที่ตั้งของตู้เอทีเอ็ม (LOCATION แสดงเป็นรหัส)
3. ลำดับที่ใช้บริการ (RECORD NO. / SEQ.)
4. ชื่อธนาคารผู้ออกบัตร (ISSUER BANK)
5. ประเภทบริการที่ใช้ เช่น ถอน (WITHDRAWAL) โอน (ORFT TRANSFER)
6. เลขที่บัญชีเงินฝากที่ถอน/โอน (FROM A/C)
7. เลขที่บัญชีเงินฝากผู้รับโอน (TO A/C)
8. จำนวนเงินที่ทำรายการ (AMOUNT)
9. ยอดเงินคงเหลือ (BALANCE)
10 . ค่าธรรมเนียม (FEE)



และที่สำคัญนอกจากการป้องกันข้อมูลส่วนตัวแล้ว สิ่งหนึ่งคือ ความสกปรกหน้าตู้ หน้าธนาคารต่าง ๆ ซึ่งเห็นได้เกือบทุกธนาคาร ไม่ว่าในเมืองใหญ่ ๆ หรือตามชานเมือง หรือต่างจังหวัด

ส่วนตัวนี่ก็ยังไม่เข้าใจว่า ในเมื่อมีเมนูที่สามารถดูยอดเงินคงเหลือโดยไม่ต้องปริ้นต์สลิปออกมา แถมบางธนาคารก็ยังมีเมนูถามด้วยว่าต้องการรับสลิปหรือไม่ บางคนก็ยังกดออกมาแล้วก็ทิ้ง เฮ้อ.....

อยากให้ฝึกเป็นนิสัย เลือกที่จะไม่รับสลิป (ถ้าไม่ต้องการเก็บหริอนำไปใช้เป็นหลักฐาน) และดูรายละเอียดการทำธุรกรรมผ่านหน้าจอตู้เอทีเอ็ม ช่วยประหยัดกระดาษ รักษาข้อมูลส่วนตัว ช่วยรักษาทรัพยากรเพื่อโลกของเรา

ติดตามอ่านได้อีกช่องทางที่ blogdit  > ไม่ทิ้งสลิปเอทีเอ็ม ! กันเถอะ

วิธีแลกคะแนนสะสม (Point) จากบัตรเครดิต KTC เข้า Truemoney Wallet

          วันนี้บังเอิญเปิดไปหน้าโปรโมชั่นของแอป Truemoney Wallet เจอโปรหนึ่งน่าสนใจคือ แลกคะแนนสะสม (Point) จากบัตรเครดิต KTC เข้า TrueWalle ซึ่งพอดีตัวเองก็ใช้บัตร KTC อยู่ด้วยและแต้มที่ได้มาปกติก็ยังไม่ได้ใช้อะไร เลยลองแลกดูแล้วได้จริง ๆ  มาดูวิธีกันครับ


1. เข้าแอป TrueWallet แล้วไปที่แถบโปรโมชั่น


2. จากนั้นเลือกที่ BANK > Krungthai Card


3. เมื่อกดเข้ามาก็กดเลือกเจ้านวนแต้มที่เราต้องการจะแลก ( เราสามารถดูแต้มของเราได้จาก App KTC Mobile Tap KTC หรือที่เว็บ https://click.ktc.co.th ,ดูจากบิลเรียกเก็บประจำเดือน หรือโทรสอบถามทาง Call center ) ซึ่ง 1000 Point จะแลกได้ 92 บาท จากนั้นกด Exchange แล้วกดยอมรับข้อตกลงการใช้งาน 



4. กรอกรายละเอียดบัตรของเราให้ถูกต้อง


 และจะมีการขอรหัส OPT มายังมือถือของเราที่ลงทะเบียนไว้กับบัตร KTC เอารหัสมากรอกอีกครั้ง

5. จะแสดงรายละเอียด และให้เรากดยืนยันการแลก Point


มีข้อความ Pop up แสดงการแลกแต้มเสร็จสมบูรณ์ 
 


ตรวจสอบในข้อความ มีข้อความแจ้งการโอนเงินเข้า TrueWallet (วันนี้ผลแลกไป 2000 Point ได้มา 184 บาท)


ในส่วนของระยะเวลาว่าสามารถแลกได้ถึงเมือไหร่ ทาง TrueWallet ไม่ได้ระบุไว้ แต่มีข้อกำหนดและเงื่นไขตามนี้

ที่มา https://www.truemoney.com/point

Advertisement